ความเป็นมาของโครงการ
กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ได้ดำเนินโครงการจ้างวิศวกรที่ปรึกษาเพื่อทบทวนการศึกษาความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจและสำรวจและออกแบบรายละเอียด และผลกระทบด้าน สิ่งแวดล้อมทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หมายเลข 91 (MR10) ช่วง ทล.32 – สุพรรณบุรี เพื่อพัฒนาโครงข่ายคมนาคมทางถนนของประเทศไทยได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องตามบริบทของการเติบโตทางเศรษฐกิจและการขยายตัวของเมือง โดยในระยะแรกมุ่งเน้นโครงข่ายแบบรัศมี (Radial) ที่มีกรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาประเทศในอดีต อย่างไรก็ตาม เมื่อโครงสร้างเมืองมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วและกระจายตัวมากขึ้น รูปแบบโครงข่ายดังกล่าวเริ่มแสดงข้อจำกัด โดยเฉพาะการรองรับปริมาณจราจรที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดปัญหาความแออัดในพื้นที่เมืองชั้นในอย่างต่อเนื่อง
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว การพัฒนาโครงข่ายถนนวงแหวนจึงมีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยทำหน้าที่เป็นโครงข่ายรองในการรับและกระจายการจราจรออกจากศูนย์กลางเมือง ปัจจุบัน ถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร รอบที่ 2 (M9) ได้เข้าสู่ภาวะใกล้เต็มขีดความสามารถ สะท้อนถึงความจำเป็นในการยกระดับโครงข่ายคมนาคมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น กรมทางหลวงจึงได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองภายใต้แผน MR-MAP (พ.ศ. 2560 – 2579) โดยโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 91 (MR10) ถูกวางบทบาทให้เป็นวงแหวนรอบนอกชั้นที่ 3 ของกรุงเทพมหานคร ทำหน้าที่เป็นเส้นทางเลี่ยงเมือง (Bypass) สำหรับการเดินทางระยะไกลและการขนส่งสินค้า เพื่อช่วยลดปริมาณจราจรในพื้นที่ชั้นใน และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบโลจิสติกส์ของประเทศ
ในบริบทของการพัฒนาโครงข่ายดังกล่าว โครงการช่วงทางหลวงหมายเลข 32 – สุพรรณบุรี มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในฐานะส่วนเชื่อมโยงหลักของวงแหวนรอบที่ 3 ในฝั่งตะวันตก โดยทำหน้าที่เชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมระหว่างภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตลอดจนรองรับการขนส่งสินค้าจากพื้นที่เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเข้าสู่โครงข่ายหลักของประเทศ ที่สำคัญ โครงการช่วงนี้ยังสามารถเชื่อมต่อกับโครงการถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร รอบที่ 3 ด้านตะวันออก (ช่วงแยกจุดตัดทางหลวงหมายเลข 3312 – บรรจบทางหลวงหมายเลข 34) ทำให้โครงข่ายวงแหวนรอบกรุงเทพมหานครเกิดความสมบูรณ์ในลักษณะวงปิด (Closed Loop) ส่งผลให้การเดินทางและการขนส่งสามารถไหลเวียนรอบเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าสู่พื้นที่เมืองชั้นใน อันจะช่วยลดความแออัด ลดระยะเวลาเดินทาง และลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ในภาพรวมของประเทศ
นอกจากนี้ โครงการ MR10 ยังถูกออกแบบให้สามารถบูรณาการร่วมกับโครงข่ายระบบรางในอนาคต ก่อให้เกิดการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมแบบหลายรูปแบบ (Multimodal Transport) ซึ่งเอื้อต่อการพัฒนา
ศูนย์โลจิสติกส์ ท่าเรือบก และจุดเปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งในพื้นที่สำคัญตามแนวเส้นทาง ช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
อย่างไรก็ดี การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่จำเป็นต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบอย่างรอบด้าน โครงการนี้จึงให้ความสำคัญกับการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งด้านกายภาพ ชีวภาพ และสังคม พร้อมกำหนดมาตรการป้องกัน แก้ไข และลดผลกระทบอย่างเหมาะสม เพื่อให้การพัฒนาเกิดความสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน
ควบคู่กันนี้ กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนถือเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาโครงการให้เกิดความยั่งยืน โดยมีการเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของการศึกษา ทั้งการรับรู้ข้อมูล การแสดงความคิดเห็น และการให้ข้อเสนอแนะ ผ่านรูปแบบการสื่อสารที่หลากหลาย เช่น การประชุมสัมมนา การประชุมกลุ่มย่อย และช่องทางออนไลน์ ซึ่งเป็นกระบวนการสื่อสารแบบสองทางที่ช่วยสร้างความเข้าใจ ลดความขัดแย้ง และนำไปสู่การยอมรับโครงการจากทุกภาคส่วน
โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 91 (MR10) ช่วง ทล.32 – สุพรรณบุรี จึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญในการเติมเต็มโครงข่ายวงแหวนรอบที่ 3 ให้สมบูรณ์ เชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมระดับประเทศ ลดภาระการจราจรในกรุงเทพมหานคร และยกระดับระบบโลจิสติกส์ของไทยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ภายใต้แนวทางการพัฒนาที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างยั่งยืน